1:56 PM
วันสุดท้ายของปี
บนพื้นห้องนอน นั่งพิงเตียง มีหมาตัวใหญ่หลับอยู่ข้างๆ
ไม่ได้เขียนซะนาน รู้สึกว่าจะเขียนไม่ค่อยออกล่ะค่ะ
แป๊บเดียวก็จะผ่านไปอีกเดือนนึงแล้ว และก็จะผ่านไปอีกปีนึงแล้วด้วย
เห็นหลายๆคนเขียน diary สรุปเหตุการณ์ แล้วก็คิดว่า ต้องเขียนมั่งดีกว่า
พฤศจิกายน 2004
-เหมียวใหญ่ไม่สบาย

-ขับรถพาเหมียวไปโรงพยาบาลตอนเช้า และรับกลับบ้านตอนกลางคืน แต่ก็ไม่ช่วยให้เหมียวอาการดีขึ้น
-จาวไม่สบายเหมือนกัน
-เหมียวใหญ่ตาย วันที่ 25 เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ตัดสินใจได้แล้วว่าจะหาทางออกจากบ้าน

ธันวาคม 2004
-เตรียมงานปีใหม่ให้บริษัท ขับรถไปกลับราชบุรีบ่อยที่สุดในรอบปี
-ซึนามิถล่มภาคใต้ วันเดียวหลังงานปีใหม่ ได้ยินครั้งแรกจากวิทยุแทบไม่อยากเชื่อว่าเป็นข่าวในประเทศ
มกราคม 2005
- เริ่มต้นปีใหม่แบบไม่ค่อยดีเท่าไหร่ จำได้ว่าร้องไห้จนหลับไป แต่ว่าตื่นมาก็ดีขึ้น
- ทำงาน คิดแผน marketing ที่ไม่เคยได้เอามาใช้
- เรียน mini-mba
กุมภาพันธ์ 2005
- ทำงาน
- เรียน mini-mba
- ได้ของขวัญวันวาเลนไทน์เป็น cd concert Jay
- ไม่ได้ให้อะไรใครเลย
มีนาคม 2005
-คุณแม่อายุครบ 63
- อายุตัวเองครบ 24
-ไม่ได้ฉลองวันเกิดทั้งตัวเองและคุณแม่
-ทำงาน เรียน
-วันเกิดก็แค่อีกวันนึงที่ผ่านไป
เมษายน 2005
-วางแผนการเดินทาง จะไปยุโรป
-รีบๆสมัครเรียน เพราะว่าจะไปยุโรป ...เดี๋ยวกลับมาไม่ทัน Deadline สมัครไปทั้งหมดแค่ 1 ที่ แถมส่งคะแนน TOELF ที่หมดอายุไปสองปีแล้วด้วย..จะได้เรียนมั้ยล่ะนี่
-สงกรานต์ ก็แค่อีกวันนึงที่ผ่านไป
-โอ้...ทำไมจำอะไรไม่ได้เลย
พฤษภาคม 2005
-ส่ง final project ที่เรียน mini-mba
-ไปเยอรมัน 3 วันเพื่อ เยี่ยมลูกค้า พักกับพี่โบ (พี่สาวบิ๋ม) ที่ Frankfurt ได้เจอกับ Goetz ที่เคยรู้จักกันที่ฮาวาย และตอนนี้คงเป็นคุณพ่อไปเรียบร้อยแล้ว
-จาก Frankfurt ก็ไปเจอ บิ๋ม ปิ๊ก เก่ง ที่ปารีส เที่ยวอยู่ในฝรั่งเศสประมาณ 5 วัน
-ไปอิตาลีต่อ โดนตำรวจเรียกลงจากรถไฟตอนตีสาม เพราะวีซ่าของหลายๆคนในกลุ่มเป็นแบบ Single entry
-โดนส่งกลับฝรั่งเศส ผ่านทางสวิตเซอร์แลนด์ แวะกินข้าวเที่ยงที่โลซานน์
-ได้เที่ยวฝรั่งเศสอีกวัน แล้วค่อยบินไปโรมวันรุ่งขึ้น
-เหลือเวลาอยู่อิตาลีแค่ 4 วัน แล้วก็กลับเมืองไทย
-สนุกมาก แต่ก็เหนื่อยมากด้วย
มิถุนายน 2005
-กลับมาทำงานค้างต่อ แต่เริ่มรู้สึกเนือยๆ
-ได้จดหมายตอบรับให้เข้าเรียนที่ NYIT รู้ตัวแล้วว่าคงจะต้องห่างกับจาวอีกนาน
-เริ่มขอวีซ่า และจองที่พักของมหาวิทยาลัย
-ทะเลาะกับแม่ หนักขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเรื่องที่ไม่ควรจะต้องทะเลาะกัน
กรกฎาคม 2005
-พยายามจะเคลียร์งานที่ค้างไว้ให้เสร็จ
-เล็ก (รู้จักกันที่ฮาวาย) มาเยี่ยม
-อาม่าของจาวเสีย
-วันเกิดจาว
-จาวรู้ตัวแล้วว่าจะโดนส่งไปไต้หวัน
สิงหาคม 2005
-ลาออกจากงาน
-จาวไปไต้หวัน

-ได้ทุน ศรีปทุม ชลบุรี

-เก็บของ เคลียร์ห้อง เตรียมตัวเดินทาง และย้ายที่อยู่


-ผ่าฟันคุด แวะไปนอนบ้านบิ๋มพักใหญ่ นอนกอดเชา (แมวบิ๋ม) แล้วหายปวดดี

-แวะไปไต้หวันก่อนบินไปเรียนต่อ 3 วัน



-วันเดินทาง แม่ พี่นัย พี่พรรณ มาส่งที่ office ส่วน แม่ติ๋ม พี่หวาท พ่อ พี่กบ จา บิ๋ม เล้ง นิว คม มาส่งที่สนามบิน



-ถึงนิวยอร์ควันที่ 30 สิงหาคม พร้อมๆกับ Hurricane Katrina

กันยายน 2005
-ลงทะเบียนเรียน เข้าที่พักแถว Brooklyn Height


-ได้รู้จัก Helen, Shan, Marion, Jimmy


-ได้เจอพี่กุ้ง พี่แก้ว (ลูกคุณป้า) ที่มาดู Tennis U.S. Open พอดี
-เริ่มสำรวจเมือง รู้สึกคุ้นเคยได้ง่ายๆ คงเพราะมันวุ่นวายเหมือนกรุงเทพฯ

-ไม่ค่อยต้องปรับตัวมากเท่าไหร่ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม
-เริ่มทำงานร้านอาหารไทย ที่เป็นร้านของครอบครัวพี่คนไทยที่เป็นเพื่อนร่วมชั้น

-ใช้ชีวิตห่างกับจาว ครบ 2 เดือน ผ่านไปได้เพราะว่าโทรคุยกันบ่อยๆ + ยุ่งๆกับการปรับตัว

-ได้เพื่อนใหม่เป็นกีตาร์ ไว้แก้เหงา

ตุลาคม 2005
-คอมที่สั่งซื้อไว้มาถึง รู้สึกว่าทุกอย่างลงตัวขึ้นมาทันที
-ได้รู้จักกับญาติห่างๆของจาวที่อยู่นิวยอร์ค

-เริ่มสนิทกับพี่แก้ว (พี่ผู้จัดการที่ร้านอาหารไทย) ไปถ่ายรูป central park ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีด้วยกัน แล้วก็ไปซื้อเสื้อหนาวด้วยกัน


-อากาศเริ่มเย็นลง

-ใช้ชีวิตห่างกับจาว ครบ 3 เดือน รู้สึกเหมือนจะทนได้ แต่ก็เหงาอยู่ดี

-เริ่มค้นหาตัวเอง

-มีความสุขกับการได้สัมผัสงานศิลปะในนิวยอร์ค



-ไม่แน่ใจกับอนาคต อารมณ์ขึ้นๆลงๆ

- Halloween แต่งเป็น Wednesday ใน Adam's Family โดยไม่ตั้งใจ ออกไปเดินในเมืองแล้วยิ่งเหงาเข้าไปใหญ่...คนเป็นล้าน แต่ไม่รู้จักใครเลย

พฤศจิกายน 2005
-ส่งงานกลางภาค
-Thanksgiving Party ที่บ้านพี่บีเวอร์ พี่ลิลลี่ (สนิทกับพี่แก้ว)
-ดู Harry Potter กลางดึก
-เตรียมลงทะเบียนเรียนเทอมต่อไป
-กังวลเรื่องทุน และเรื่องอนาคต
-เข้าฤดูหนาวเต็มที่
-เห็นหิมะครั้งแรก แต่ไม่คิดจะถ่ายรูป
-ใช้ชีวิตห่างกับจาวครบ 4 เดือน
ธันวาคม 2005
-ทำ animation เรื่องแรกในชีวิตเสร็จ เริ่มสนิทกับเพื่อนในกลุ่มที่ทำด้วยกัน ก็มี พี่ยิ้ม กับ Chien Chien

-เจอบ้านใหม่ ย้ายบ้าน
-ปรับตัวอีกครั้ง
-เพื่อนๆและพี่ๆมาเยี่ยม ทำให้บ้านใหญ่ๆไม่โล่งจนเกินไป


-เริ่มไม่ได้ติดต่อจาว และใช้ชีวิตห่างกัน ครบ 5 เดือน
-มีอะไรให้ทำเยอะแยะเต็มไปหมด ก็ช่วยได้นิดหน่อย ไม่งั้นคงจะเหงาตาย
-ตั้งใจว่าจะสมัคร NYU และจะหาทางนำเข้าของจากบริษัทกรไทยด้วย
-ตอนนี้ก็แก้เหงา ด้วยการดูแลหมาไปก่อน ตัวนี้ชื่อ Cozmo


- เริ่มรู้สึกว่า เรื่องต่างๆมันเข้ามาเยอะไปหมด เขียนไม่ทัน... พูดอะไรไม่ออก

and here I am...
หิมะลง รับปีใหม่
ย้ายขึ้นมานั่งบนเตียง ห่มผ้าอุ่นๆ นั่งดูหิมะค่อยๆลอยลงมาจากท้องฟ้า ผ่านทางหน้าต่าง
คิดถึงครอบครัว คิดถึงทุกๆคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต พร้อมๆกับคิดเรื่องต่างๆที่ผ่านมา
แล้วเหมือนจะได้เรียนอะไรเพิ่มอีกนิดหน่อย
รวมๆแล้วปีนี้มีอะไรเกิดขึ้นเยอะ มีจุดเปลี่ยนที่น่าจะสำคัญด้วย
ตั้งใจว่า ปีใหม่นี้ จะอดทนให้มากขึ้น และพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด
ถ้าขอพรปีใหม่ได้ ก็คงจะขอให้ผ่านช่วงนี้ไปได้เร็วๆ แล้วก็ขอให้ทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แข็งแรง มีความสุข และมีปีใหม่ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ
เท่านี้ล่ะค่ะ ปลาคงจะไม่ต้องการอะไรแล้ว
Pla 2006
ห้าทุ่มกว่า
สองสามวันที่ผ่านมา รู้สึกว่าจะมีช่วงเวลาที่รู้สึกมีความสุขผ่านเข้ามากับเค้าบ้าง
(วันนี้เขียนยาวหน่อย เดี๋ยวรอซักพักลองกลับมาอ่านใหม่นะคะ อาจจะมีรูปเพิ่ม ให้มันอ่านง่ายขึ้น)
เมื่อวันศุกร์ มีพายุหิมะ ค่ะ แต่ว่าพายุมันเข้ามาตอนเช้า
กว่าปลาจะตื่นนอน ออกไปข้างนอก หิมะก็หยุดตกแล้ว แดดออก อากาศดี
หลังหิมะตก เหมือนจะอุ่นขึ้น และลมก็จะไม่แรงเท่าตอนก่อนหิมะตก ไม่รู้ทำไม
แวะไป central park ตอน 4 โมงครึ่ง แต่ว่าก็เริ่มมืดแล้วล่ะค่ะ หน้าหนาวมืดเร็ว
แวบแรกที่เห็น เหมือนเจอเพื่อนที่เคยผมยาว ตัดผมทรง skin head
แบบว่า central park เปลี่ยนไปอีกแบบเลย ขาวโพลนไปหมด
มีต้นไม้ที่เหลือแต่กิ่งโผล่ตรงนู้นตรงนี้ บางที่ก็มีหิมะกองสูงเป็นฟุต
ได้ลงไปย่ำๆ หิมะ กะเค้าเป็นครั้งแรก โอ้เย้ :D
(มองไปรอบๆ คนอื่นเค้าก็เฉยๆกันนะคะ
เห็นมีแต่พวกหมาๆที่เจ้าของพามาวิ่งเล่นอ่ะ ที่ดีใจเหมือนปลา -_-')
เสียดาย ถ่ายรูปยากหน่อย ไม่ได้พกขาตั้งกล้องไปด้วย
ไว้ล้างรูปแล้ว (ถ้าพอมีรูปดีๆ)จะเอามาให้ดูนะคะ
เล่นหิมะเสร็จ ก็วิ่งกลับเข้าโรงเรียน เพราะว่า...ต้องไปเข้าห้องน้ำ
โชคดีที่โรงเรียนอยู่ใกล้ central park ไม่งั้นตายแน่ -_-'
จากโรงเรียน ก็ไปเดิน Museum of Modern Art ต่อ คราวนี้ตั้งใจจะไปหา Starry Night ของ Van Gogh ให้ได้ซะที (ไป MoMA มา 2 รอบแล้วแต่ก็ยังไม่ได้เจอ)
ทุกวันศุกร์ ตั้งแต่ 4 โมงเย็น ถึง 2 ทุ่ม MoMA เปิดให้เข้าฟรีค่ะ :D
จริงๆวันนี้ไม่ได้ตั้งใจจะไปดูงาน Van Gogh อย่างเดียว แต่ว่า ต้องไปดูงานอื่นด้วย
อาจารย์วิชา Art in the Era of Mass Communication ให้การบ้าน ว่า
ให้ไปดูนิทรรศการ 4 งาน ที่จัดแสดงอยู่ใน MoMA ตอนนี้ แล้วก็เขียน paper ส่ง
4 งาน ดังกล่าว ได้แก่
1. SAFE เป็นนิทรรศการเกี่ยวกับงานออกแบบต่างๆ ที่ทำขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการความปลอดภัย ของมนุษย์ แบ่งเป็นหมวดต่างๆ ตั้งแต่
- Shelter คืออะไรที่เข้าไปหลบภัยธรรมชาติได้ ภัยธรรมชาตินี่รวมถึง ความรู้สึกไม่ปลอดภัยด้วย เช่น มีงานนึง ออกแบบเป็น บ้านสำหรับเด็กที่แม่เพิ่งเสียชีวิต มีไว้ให้เด็กเข้าไปหลบเงียบๆ เพื่อเพิ่มความรู้สึกปลอดภัย เพราะว่าเวลาสูญเสียคุณแม่ไป สิ่งแรกที่เด็กๆจะรู้สึกก็คือ ความไม่ปลอดภัย
- Arm คือ อะไรที่เอาไว้สวมเพื่อปกป้องส่วนต่างๆของร่างกาย (รวมถึง condom ด้วยค่ะ) มีตั้งแต่ ชุดมนุษย์ดับเพลิง ไปจนถึง ชุดสำหรับลุยกับปลาฉลาม -_-' อ้อๆๆ มีชุดสำหรับสัตว์ด้วย อันนี้น่ารักมากเลยค่ะ ที่ปลาชอบมากๆก็ ชุดป้องกันตะกั่ว สำหรับปลา salmon ที่ว่ายทวนน้ำในเขตมลพิษ
- Sign คือ อะไรที่เอาไว้เตือนสิ่งไม่ปลอดภัย เช่น เขตเสี่ยงต่อการเกิด Tsunami ไปจนถึง ป้ายระวังลื่นล้ม และ โบรชัวร์ต่างๆ
- Possesion คือ อะไรก็ตามที่ออกแบบมาเพื่อไว้กันของหาย มีอันนึงเป็น เก้าอี้ มีที่แขวนกระเป๋าอยู่ตรงด้านหน้าที่นั่ง ซึ่งใครก็ตามที่เดินผ่านไปมาจะไม่สามารถหยิบไปได้ถ้าเจ้าของเก้าอี้ยังนั่งอยู่ (เว้นแต่จะกล้า ล้วง อ่ะค่ะ)
ประมาณนี้
2. Elisabeth Murray คนนี้เป็น Abstractionism ที่ค่อนข้างดังคนนึงที่นี่ งานเค้าช่วงแรกๆจะเป็นแค่ 2 มิติ แล้วก็ไม่ซับซ้อนมากนัก แต่ช่วงหลังๆจะเริ่มเป็น 3 มิติ (ออกแนวภาพนูนต่ำ) มีการเอาผ้าใบมาทำเป็น Shape ต่างๆ ก็สวยดีอ่ะค่ะ แต่ต้องดูนานๆ แล้วก็ควรจะต้องดูชื่องานประกอบไปด้วย
3. New Photography เป็นงานแสดงภาพถ่ายของ นักถ่ายภาพร่วมสมัยหลายๆคน มีทั้ง ภาพขาวดำ ภาพสี และภาพที่เป็น series, animation (ดูมาถึงตอนนี้ ปลาเริ่มเหนื่อยค่ะ เลยใช้วิธี ถ่ายๆๆๆๆรูปเอาไว้ แล้วเดี๋ยวค่อยๆนั่งดูที่บ้าน)
4. Beyond the Visible : The art of Odilon Redon : อันนี้ชอบมากๆๆๆๆๆๆ
Odilon Redon เริ่มวาดรูปตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่น แต่มารุ่งเอาตอน 40 อ่ะค่ะ
คือช่วง 30 - 40 กว่า เค้าใช้แต่ Charcoal (ถ่านสีดำๆ) วาดรูป วาดจนรู้จักดีว่า Charcoal มันมีเทคนิคพิเศษอะไรบ้าง แล้วพอเริ่มมีเงิน ก็เปลี่ยนไปวาด Lithograph (อันนี้ปลาก็งงๆค่ะว่ามันคือวิธีไหน เดี๋ยวต้องไปหาอ่านเพิ่ม) หลังๆพอเริ่มรวย ก็วาดภาพสี ใช้สีน้ำมัน กับ สี pastel
ที่ชอบ ก็เพราะ Redon ชอบวาดแนว Fantasy แบบนุ่มๆ มืดๆนิดหน่อย แล้วก็จินตนาการได้มืดๆดี
ดูไปดูมา รู้สึก มืดไปหน่อย แต่ก็สวยดี
อยู่ MoMA จนถึงเวลาปิด (เก่งมั้ยล่ะคะ เดิน 2 ชั่วโมงครึ่ง ครบทุกนิทรรศการ)
เมื่อยมากกก เลยออกไปเดินๆบนถนน Broadway
ใช่แล้วค่ะ ถนนนี้แหละที่มีโรงละคร Broadway เยอะๆ แต่ปลายังไม่เคยได้มีโอกาสดูซะที ตั๋วมันแพ้งแพง (100$)
เดินๆอยู่ เหงานิดหน่อย
คริสต์มาสนี้ ตอนแรกแม่ แม่ติ๋ม พี่หวาท ว่าจะมาเยี่ยม ก็ตกลงว่ายังไม่มา
คริสต์มาสนี้ พอรู้ว่าจะไม่มีใครมาเยี่ยม ก็เลยว่าจะบินไปไต้หวัน แต่ว่า...จาวก็ไม่ว่าง
ท่าทางคงจะต้องฉลองปีใหม่ คนเดียว กับหมาในบ้านใหม่
พอคิดมาถึงตรงนี้ ก็เดินผ่านร้านของเล่น
ได้การละ...ซื้อของเล่น ส่งไปให้แม่กับพี่ ฝากไปให้หลาน
เวลาแม่เห็นหลานๆดีใจ น่าจะมีความสุข ให้ของขวัญทีเดียว ได้ผลสองต่อ :D
แต่เข้าไปวนๆดูแล้วก็ยังไม่เจอที่ถูกใจ เท่าไหร่ ไว้วันไหนเข้าเมืองจะลองไปหาดูอีก
เดินเสร็จ เหนื่อยๆ แบกกระเป๋ากล้องหนักด้วย
พุ่งขึ้น subway กลับบ้านเลยดีกว่าค่ะ
ผ่านไป 1 วัน
วันเสาร์
ตื่นมาราวๆ 9 โมง โทรไปไต้หวันได้แป๊บเดียวก็ต้องวางแล้ว เพราะว่า วันนี้มีซ้อมร้องเพลง
ปลาเข้าวง Community Choir (วงร้องประสานเสียงการกุศล) ของมหาวิทยาลัย
ฟังดูเหมือนวงใหญ่นะคะ จริงๆมีแค่ 5 - 7 คนเอง -_-' เป็นคนดำซะ 5 คน มีปลาเป็น Asian คนเดียว
รู้สึกจะมีผู้ชายอีกคน เป็นคนขาว แต่ว่ายังไม่เคยเห็นเค้ามาซ้อมเลยอ่ะค่ะ
สมาชิกในวงที่ปลารู้จัก ส่วนใหญ่จะพักอยู่ตึกเดียวกันกับปลา ก็เลยออกไปพร้อมกัน
ไปถึงโบสถ์ตอนเที่ยง คนคุมวงยังไม่มา ก็เลย เล่นกันใหญ่เลย
ปลาเล่นเปียโน สาวๆคนอื่น ไปยึดไมค์คนละตัว ( พระเจ้าคงเวียนหัว )
พอคนคุมวงมาปุ๊บ ก็ไม่ต้องวอร์มมากแล้ว เพราะเล่นกันเองซะเยอะ
ปลาไม่ค่อยชอบร้องแนว Gospel เท่าไหร่เลยค่ะ มันเหมือนต้องตะโกนๆเวลาร้อง
คือ คนคุมวงเค้าต้องการเสียงแบบ มีพลัง แบบว่าออกมาจากหัวใจ
ปลาไม่ใช่คนร้องเพลง style นั้น (ถ้าใครเคยได้ยินก็คงรู้ว่าเสียงปลาออกจะแมวๆ)
แต่พอได้หัด ก็รู้สึกดี เพราะตอนอยู่เมืองไทยพยายามจะหัดแต่ทำไม่ได้
คงเป็นเพราะ เวลาหัดในโบสถ์ จะตะโกนแค่ไหนก็ไม่รู้สึกว่าดังเกินไป
ปลาชินกับสภาพแวดล้อมที่ต้อง เงียบๆ เพื่อไม่ให้รบกวนคนที่บ้าน (ซึ่งเข้านอนเร็ว) ไงคะ แล้วจะไปฝึกร้องแบบทรงพลังได้ที่ไหน....
ร้องเพลงเสร็จ กลับไปเก็บของที่หอ ออกไปซื้อของ
ปลาต้องซื้อสาย firewire cable แบบหัวเล็กทั้งสองด้าน เพราะว่า port firewire ของ notebook ปลามันเป็นแบบหัวเล็ก
สาเหตุที่ต้องซื้อ ก็เพราะว่า ต้องเอาวีดีโอที่ถ่ายไว้ ย้ายลงเครื่อง
พอกลับถึงบ้าน ทำไมมันมีของอื่นๆเพิ่มมาเพียบเลย -_-'
ตกลงว่า นอกจาก cable แล้วยังได้ของต่างๆ เพิ่มมาดังนี้
- หมีกดำ สำหรับ printer
- เส้นเอ็นแบบใส สำหรับเอาไว้ทำงาน claymation
- sweater แบบมีหมวก hood ข้างหลัง 3 ตัว
- thigh (เหมือนถุงน่อง แต่ว่าหนา และอุ่นกว่า) ตัวนึง
- กระเป๋าสะพายข้างๆ 1 ใบ (ใหญ่พอที่จะใส่ notebookได้)
- ถุงมือ 1 คู่
- ผ้าพันคอ 1 ผืน
เอ่อ....-_-'
ใครมา New York จะพาไป Century Twenty-One นะคะ
จะเกิดอาการเดียวกับปลา...ช้อปกระจาย
แล้วก็ พวกที่ชอบซื้อเครื่องเขียน อุปกรณ์ศิลปะ ปลาจะพาไปร้าน Pearl Paint ตรง China Town
สุดยอดแห่งร้านอุปกรณ์ศิลปะ แล้ว มีทุกอย่างเลย
ไว้วันไหนว่างๆ จะไปถอยอุปกรณ์วาดสีน้ำมันออกมาเล่น ตอนนี้กะว่า รอย้ายบ้านก่อนดีกว่าค่ะ
กลับมาบ้าน 3 ทุ่มได้
รื้อของที่ซื้อมาออกมาชื่นชม แล้วก็ลองใส่กับเสื้อผ้าอื่นๆที่มีอยู่ด้วย
เกิดวิกฤตการณ์ รื้อกระโปรงบางตัวที่ไม่ได้ใส่เลยหลายๆเดือนแล้ว มาลอง
โอ้พระเจ้า คับติ้ว !!! ม่ายยยย
ต้องลดน้ำหนักอย่างจริงจังแล้วอ่ะค่ะ
ไหนๆรื้อของแล้ว จัดกระเป๋าเตรียมย้ายบ้านเลยดีกว่า
อาทิตย์หน้าต้องย้ายบ้านแล้ว และยังเป็นอาทิตย์ส่งงาน final ด้วย
เก็บเสื้อผ้าที่ไม่ค่อยได้ใส่ ลงกระเป๋าเสร็จไปหนึ่งใบ
เหลือแค่เสื้อผ้าไว้พอใส่ 1 อาทิตย์ เอาไว้ยัดลงเป้อีกใบ
กระเป๋าใหญ่อีกใบ ไว้ใส่ ทรัพย์สินทางปัญญา. และของใช้...จะพอมั้ยล่ะเนี่ย...
ก็มี หนังสือ ประมาณ 20 เล่ม (ขึ้นไป) มี printer, scanner, กล้อง, กีตาร์, อุปกรณ์กินอาหาร, โคมไฟอ่านหนังสือ, สินค้าตัวอย่างของบริษัท, รองเท้า, ของใช้ในห้องน้ำ
เอ่อ..
ไม่บอกแล้วค่ะ อาย
อ้อๆ มีดอกไม้อีก 1 กระถาง แล้วก็ต้นคริสต์มาสเล็ก อีก 1 ต้น
วันอาทิตย์
เมื่อคืนวันเสาร์ กว่าจะเข้านอนก็ปาเข้าไปตีสาม
เพราะว่า พอจัดของเสร็จ ก็นึกขึ้นได้ว่าต้องลงไปซักผ้า
ซักผ้าเสร็จ โทรไปไต้หวัน แล้วก็เข้านอน
ตื่นมาบ่ายโมงกว่า -_-' ทำไมวันนี้มันผ่านไปเร็วอย่างงี้
อาบน้ำเสร็จ ออกไปซื้อของกินมาตุนไว้ เพราะวันนี้เพื่อนๆมาทำงานกลุ่มค่ะ
พอ 5 โมง ก็ลงไปรับเพื่อนอีก 2 คน ที่สถานี subway
เริ่มทำงาน 5 โมงกว่า ราวๆ 4 ทุ่มก็เสร็จละ
เดี๋ยวต้อง retouch ต่อ แต่ว่า แว้บมาเขียนก่อน ไม่งั้นปล่อยไปนานๆแล้วจะลืม
ปลาแค่กำลังจะบอกว่า ทำไมเวลามันต่อกัน เหมือนไม่มีที่สิ้นสุดอย่างนี้ อ่ะคะ
ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีแต่ปัจจุบัน
ปัจจุบันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
อ่ะ
เพี้ยนแล้ว ใครก็ได้ช่วยที
อยากไปไต้หวันจัง
Pla
เที่ยงคืนกว่า
เพิ่งใช้เวลา 15 นาที เดินผ่านหิมะที่ตกปรอยๆ เป็นครั้งแรกในชีวิต
ยังกับอยู่ในความฝัน
ถนนเงียบๆ นานๆจะมีคนเดินสวนมา บางคนก็มาเดี่ยว บางคนก็มาเป็นคู่ บางคนก็มากับหมา
มีเกล็ดหิมะเล็กๆค่อยๆปลิวมาตามลม
สวยชะมัดเลย
ตอนแรกก็กลัวอยู่เหมือนกันว่าหิมะลงแล้วจะหนาวขนาดไหน
เอาเข้าจริงก็พอทนได้ เดินๆอยู่ออกจะร้อนด้วย
ท่อนบน ใส่เสื้อยืด เสื้อแขนยาว Sweater แล้วก็ทับด้วยแจ็คเก็ตยัดไส้ขนเป็ดอีกที
ใส่หมวก ผูกผ้าพันคอ เอา Hood ของSweater มาคลุมหัว
ท่อนล่าง ใส่ Thight, กางเกงยีนส์ ถุงเท้า รองเท้าบู๊ตยาว
พร้อมลุยเต็มที่ :D
วันนี้ไปทำงานที่ร้านอาหารมาด้วยค่ะ
ลูกค้าไม่ค่อยมี...รวมๆแล้วราวๆ 13 หัว แต่ว่าได้ทิปมา 50$ ก็ถือว่าค่อนข้างเยอะ สำหรับจำนวนลูกค้าเท่านี้
มีเวลาทำการบ้านด้วย วาด Storyboard เสร็จไปประมาณ 70%
อันนี้ป็นงานของวิชา TV Studio Operation ที่จะต้องสอบปฎิบัติ (Final) พรุ่งนี้
คือ จะต้องเขียน script ยาวประมาณ 3-5 นาที + storyboard แล้วก็ต้องเป็น Show Director เอง
อ่ะ...หยุดเขียนไปพักใหญ่ เพราะว่ามี msn กระหน่ำส่งข้อความมาจากหลายคน
ปลารู้แล้วล่ะ ว่าตัวเองเป็นโรคติด internet เหมือนคนติดโทรศัพท์
ยิ่งไม่ค่อยพูดกับใคร ยิ่งไม่ค่อยโทรหาใครด้วย
ไม่มี msn นะ...สภาพจิตใจคงจะแย่น่าดู เก็บกดตายเลย
ง่วงแล้ว วันนี้หยุดเขียนเท่านี้ก่อนดีกว่าค่ะ
แค่อยากจะบันทึกความรู้สึกตอนเห็นหิมะตกครั้งแรกเอาไว้ เท่านั้นเอง
ว่ากันว่า หิมะตกครั้งแรก ให้อธิษฐานอะไรก็ได้
ปลาขอให้พ่อแม่สุขภาพแข็งแรงค่ะ
หิมะตกแล้วคิดถึงคุณพ่อ คุณแม่ แม่ติ๋ม(แม่นมปลาเองค่ะ) ญาติๆ พี่ๆ เพื่อนๆ
คิดถึงคุณตาใหญ่ (พี่ชายคนโตของคุณตา)
ก่อนมาเรียนต่อสองเดือน ไปลาคุณตาใหญ่ที่บ้าน คุณตาให้พรว่า
ขอให้เป็นเมฆที่ลอยไปตามลม ไปสู่สิ่งที่ดี ขอให้ประสบความสำเร็จในชีวิต
แล้วหลังจากนั้น 1 สัปดาห์ คุณตาใหญ่ก็เสียชีวิตอย่างเงียบๆ
ตอนนี้ชีวิตปลาก็เหมือนลอยไปตามลมจริงๆ
สงสัยว่า คุณตาใหญ่กำลังมองปลาอยู่รึเปล่าคะ
สงสัยด้วยว่า เหมียวใหญ่ (แมวที่ปลาเคยเลี้ยง เพิ่งตายไปเมื่อปีก่อน ตอนอายุครบ 18) ก็กำลังมองปลาอยู่เหมือนกันรึเปล่า
แล้วก็ คิดถึงจาว...
รวมๆแล้ว หิมะตกครั้งแรกในชีวิต เห็นแล้วก็มีความสุขค่ะ แต่ก็เหงาๆ
พรุ่งนี้ก็คงจะตกอีก คว้ากล้องไปถ่ายรูปดีกว่า
นอนแล้วนะคะ
1:33 am
ในที่สุดก็ได้ฤกษ์ ย้ายบ้าน เสาร์ที่ 17 ธันวาคม
หลังจากพักใน Educational Housing ที่มหาวิทยาลัยจัดให้ มา 3 เดือนพอดี
ที่พักปัจจุบันมันก็ค่อนข้างดี
1. ใหม่ เพิ่งเปิดปีแรก
2. มีห้องน้ำในตัว
3. สะอาด
4. มี Doorman
5. อยู่ในย่านหรูหรา (Brooklyn Height...บอกใครๆว่าอยู่ที่นี่ ก็จะเหมือนบอกว่า บ้านอยู่ทองหล่อ)
6. สะดวก ใกล้สถานี subway
แต่สาเหตุที่ต้องย้าย ก็เพราะ
1. ราคาแพงมากกก (ประมาณเฉลี่ยเดือนละ $1800 แถมต้องจ่ายเป็นก้อนใหญ่ตอนต้นเทอม)
2. ต้องแชร์ห้องกับ Roommate ซึ่งนิสัยดี แต่ว่านอนกรน และชอบคุยโทรศัพท์เสียงดัง นานๆ บ่อยๆ
3. เลี้ยงสัตว์ไม่ได้
4. พาเพื่อนมาค้างลำบาก ต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 48 ชั่วโมง ไม่งั้นจะโดนคิดเงิน
อะไรทำนองนี้
บ้านที่จะย้ายไปใหม่
1. ราคาถูกลงมากๆๆ ($550 includes all utilities)
2. ได้ห้องขนาดใหญ่ มีเฟอร์นิเจอร์เรียบร้อย มีห้องน้ำในตัว วิวสวยปิ๊ง
3. สภาพแวดล้อมดี เป็นย่านปลอดภัย เพื่อนบ้านเป็น Painter, Musician, Filmmaker
4. มี German Shepherd สุดหล่อ แถมมาด้วย 1 ตัว
5. ไกลหน่อย ต้องนั่ง Subway จากโรงเรียนราวๆครึ่งชั่วโมง ไปลงเรือ Ferry อีกครึ่งชั่วโมง แล้วต่อรถเมล์อีกประมาณ 5 นาที ก็จะถึงหน้าบ้าน
6. ถึงจะไกล แต่อยู่แล้วคงจะมีความสุข
กว่าจะมาลงตัวที่บ้านนี้ ต้องเข้า craigslist ทุกวัน มาเกือบ 3 เดือนแล้ว
ไปดูบ้านนู้นบ้านนี้มาก็หลายที แต่เพิ่งมีอันนี้แหละที่ไปถึงแล้วถูกใจ ใช่เลย
เหนื่อยแล้วอ่ะ ไม่อยากหาแล้ว
มีคนคัดค้านหลายคนเหมือนกัน เพราะว่ามันอยู่ไกล
ว่ากันว่า หน้าหนาวในนิวยอร์ค ค่อนข้างจะเดินทางลำบาก
แต่ว่า สภาพแวดล้อมอย่างนั้น ราคานั้น มันคุ้มจริงๆนะคะที่จะต้องเดินทางไกลๆ
ลังเลอยู่หลายวัน กว่าจะคิดได้ว่า จะเอาที่นี่แหละ
มีอยู่วันนึง หนาวๆ ลมแรงๆ ก็เลยลองจับเวลาเดินทางดู ว่าจากท่าเรือ Ferry ไปถึงหน้าบ้าน ประมาณกี่นาที แล้วจากบ้านไปท่าเรือ ประมาณกี่นาที
วันนั้นเลิกเรียนประมาณ 5 โมงเย็น แวะไปซื้อเครื่องเขียนที่ Chinatown แล้วก็กินมื้อเย็น
เสร็จแล้วก็นั่ง subway ไปท่าเรือ Ferry
เวลานั่ง Ferry ตอนกลางคืน จะเห็นขอบฟ้าของนิวยอร์ค เป็นจุดๆแสงไฟ ระยิบระยับ
นั่งแล้วสบายใจกว่าอุดอู้อยู่ใน Subway ตั้งเยอะ :D
พอข้ามฝั่งไปถึง ก็ลังเลอยู่พักนึง ว่าจะนั่งเรือกลับดี หรือว่าจะนั่งรถเมล์สำรวจแถวบ้านดี
เดินๆหาแผ่นพับข้อมูลเส้นทางเดินรถ กับแผนที่แจกฟรีอยู่พักใหญ่ๆ ก็ตัดสินใจได้ว่า
ไหนๆก็มาแล้ว ออกไปนั่งรถเล่นซักแป๊บละกัน
เดินออกจากท่าเรือ Ferry....ลมแรงใช้ได้เลย
ไปนั่งรอรถอยู่ประมาณ 10 นาที รถก็มา พร้อมๆกับ Ferry อีกเที่ยว
เลยรู้สึกว่าโชคดีหน่อยที่ไปรอก่อน ได้เลือกที่นั่งตามสบาย
นั่งรถผ่านบ้านที่เล็งไว้ ไปแล้ว ก็ยังไม่ยอมลงจากรถ เพราะกะจะนั่งวนกลับไปท่าเรือ Ferry อีกรอบ
ปรากฎว่า พอถึงป้ายสุดท้ายก่อนจะวนกลับ คนขับก็บอกว่า นี่เป็น Last Stop...
เอาล่ะสิ ซวยแล้ว
ต้องรออยู่ในรถ มืดๆ กับคนขับ แค่ 2 คน จนกว่าจะถึงเวลาออกรถ -_-'
แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มีอะไรน่ากลัว เพราะว่าพอดับเครื่อง คนขับก็โทรไปคุยกับแฟนเค้า (ค่อยยังชั่ว)
แถมพอปิดไฟในรถ ยิ่งทำให้เห็นวิวข้างนอกชัดมากขึ้นอีก
ถึงได้รู้ตัวว่า อยู่บนยอดเนิน ข้างสนามเด็กเล่น ชื่อ Skyline Playground
มองไปเห็นเส้นขอบฟ้าของ Manhattan
สวยจนทนไม่ไหว ต้องควักสมุด Sketch ที่เพิ่งซื้อมาจาก Chinatown ออกมาเก็บรูปเอาไว้
ประมาณนี้

แค่ร่างต้นไม้เสร็จไปต้นนึง คนขับก็ติดเครื่อง แล้วก็ขับรถวนกลับไปทางเดิม
ลงจากรถ ยังไม่ถึงเวลาที่เรือ Ferry จะมา
แต่ว่า มีน้องหมา Labrador สีดำ มาทำงานดมกลิ่นสิ่งของผิดปกติในท่าเรือ
โชคดีที่ผู้คุมน้องหมา อนุญาตให้เล่นด้วย
น้องหมาน่ารักชะมัด มีความสุข
ข้าม Ferry อีกครึ่งชั่วโมง ระหว่างทางก็นั่งร่าง Storyboard ของ Claymation ที่จะต้องทำส่งเป็น Final Project วิชา Intro to Animation
วิชานี้ เข้าเรียนครั้งแรก อาจารย์ก็แจกกระดาษคนละแผ่น
ให้เขียนเกรดที่คิดว่าจะได้ลงไป แล้วอาจารย์ก็จะให้เกรดตามนั้น จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องเกรด และตั้งใจเรียนได้เต็มที่
วาดได้นิดเดียว เรือก็จอดที่ท่าเรือแล้ว
จากท่าเรือ มีสถานี Subway อยู่ข้างใต้ ไม่ต้องออกไปตากอากาศหนาวๆ
ไม่นานก็กลับถึงห้องพัก...อะไรกัน ไม่เห็นจะเดินทางลำบากตรงไหน
แต่สงสัยว่าคงจะต้องหา portable mp3 player ซักตัว ไม่ต้องเป็น ipod ก็ได้...มันแพง
เวลานั่งเรือ มีความสุขกว่านั่ง subway ตั้งเยอะ
จบไปอีกวันนึง
(เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม)
มาอยู่ที่นี่ได้ สามเดือน แล้ว เวลาผ่านไปเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ
กันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน
and finally December arrives
ตื่นนอน โทรศัพท์ไปที่อีกซีกโลกนึง กินมื้อเช้า อาบน้ำแต่งตัว
แล้วก็ออกไปเรียนบ้าง ออกไปทำงานบ้าง อยู่บ้านซักผ้า บ้าง
ถ้าวันไหนไปเรียน เรียนเสร็จ ก็มักจะตรงกลับบ้าน เพราะกว่าจะเลิกเรียนก็มืดแล้ว ไม่ค่อยมีอะไรให้ดูเท่าไหร่
แต่ถ้าวันไหนไปทำงาน จะรู้สึกเหมือนโดนมนุษย์ต่างดาวลักพาตัวไป
เพราะว่าเวลามันผ่านไปเร็วมาก พอเลิกงานก็จะ มึนๆ
เข้านอน หลับ ฝันวุ่นวาย
แล้วก็ตื่นมาอีก
ชีวิตเป็นแบบนี้มา สามเดือน แล้ว
อารมณ์ ขึ้นๆลงๆ ทุกวัน
บางวันมีความสุขมาก ดีใจมากที่ได้มาอยู่ที่นี่
บางวันเศร้าสุดๆ อยากไปให้พ้นๆ
บางวันก็สงสัยว่า นี่มาทำอะไรอยู่ที่นี่อ่ะ....
If you can make it in New York, you can make it everywhere
อีกหน่อยถ้ามีคนมาถาม ว่าถ้าอยากจะเก่ง อยากจะเข้มแข็ง ต้องไปที่ไหน
จริงๆไม่ต้องมานิวยอร์คก็ได้นิ
แค่หาเมืองใหญ่ๆ คนเยอะๆ ของแพงๆ พูดกับคนอื่นรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง
แล้วลองทนอยู่ในนั้นให้ได้ซักปีสองปี
กลับออกมา น่าจะมีความอดทนสูงขึ้นเยอะ
เอาไว้ว่างๆ จะมา update วันที่มาความสุข เก็บไว้บ้าง
ไม่งั้นชีวิตมันคงจะหดหู่เกินไป ;)
Pla